5 สาเหตุควรรับมือวิกฤตเศรษฐกิจไทย ปี 2563

5 สาเหตุควรรับมือวิกฤตเศรษฐกิจไทย ปี 2563

บทความนี้เป็นบทความที่เข้มข้นที่สุด และมีคุณค่าที่สุด จนไม่อยากให้ทุกๆคนพลาดที่จะอ่านบทความนี้แต่ถึงแม้ว่าจะเข้มข้นแค่ไหนก็ตาม พี่ทุยก็เขียนในเวอร์ชั่นที่ให้ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุดในโลกในแบบฉบับของ Money Buffalo แน่นอน !

อย่างที่เกริ่นในหัวข้อไปแล้วว่า มันคือ Supernova “วิกฤตเศรษฐกิจ” ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ เพราะประเมินแล้วว่าน่าจะรุนแรงกว่า วิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ตอนปี 2540 และ “แฮมเบอร์เกอร์” ปี 2552 อีก
“ยังไม่ทันฟื้นจากไข้เศรษฐกิจสงครามการค้าโลก ก็ดันมาติดไข้ไวรัสโคโรนาอีก” นี่คือสิ่งที่พี่ทุยคิดสำหรับ “เศรษฐกิจ” ไทยในช่วงต้นปี 2563 นี้ เพราะที่ผ่านมาเราคิดว่าสงครามการค้าโลก (Trade War) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “เศรษฐกิจ” ไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร และเมื่อปลายปี 2562 ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายสำนัก เช่น ธนาคารโลก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ฯลฯ ให้ความเห็นว่าสถานการณ์ในปี 2563 “เศรษฐกิจ” จะฟื้นตัวจากสงครามการค้าแล้ว แต่พอมาต้นปี 2563 เราดันต้องมาเจอกับปัญหาวิกฤตไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

แนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ “ภาคต่างประเทศ” และ “ภาคเกษตรอย่างมาก”
ก่อนอื่นพี่ทุยว่าเราต้องทำความเข้าใจกลไกพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจก่อน ว่าการที่เศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนได้เนี้ยต้องประกอบไปด้วยฟันเฟืองอะไรบ้าง แต่ละฟันเฟืองมีบทบาทและความสำคัญอย่างไร เพราะประเทศหนึ่งประกอบไปด้วยบริษัทจำนวนมหาศาลที่มีลักษณะธุรกิจและกลยุทธ์การทำธุรกิจที่แตกต่างกัน เมื่อเราจะวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจ ก็จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าการเติบโตมาจากฟันเฟืองตัวใดของระบบเศรษฐกิจ โดยระบบเศรษฐกิจพื้นฐานประกอบไปด้วย 5 ฟันเฟืองสำคัญ คือ

1. ภาคครัวเรือน
2. ภาคธุรกิจ
3. ภาคสถาบันการเงิน
4. ภาครัฐบาล และ
5. ภาคต่างประเทศ

สาเหตุ 1.โดยแต่ละภาคส่วนจะทำธุรกรรมทาง “เศรษฐกิจ” เช่น ภาคครัวเรือนซื้อสินค้าจากภาคธุรกิจ และภาคธุรกิจเองก็ซื้อแรงงานจากภาคครัวเรือน ภาครัฐบาลเก็บภาษีจากภาคธุรกิจ ในขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมธุรกิจผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีรูปแบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่นในปี 2561 รายจ่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศของสหรัฐอเมริกา ไทย และจีนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 68 49 และ 39 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตามลำดับ ส่วนรายจ่ายเพื่อการนำเข้าส่งออกของสหรัฐอเมริกา ไทย และจีนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 123 และ 39 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตามลำดับ พี่ทุยสะดุดตาตรงตัวเลขสัดส่วนรายจ่ายเพื่อการนำเข้าส่งออกของประเทศไทยที่สูงถึงร้อยละ 123 ของ GDP

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นลักษณะสำคัญของประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่พึ่งพา “ภาคต่างประเทศ” เป็นหลัก กล่าวคือถ้าหากเศรษฐกิจโลกถดถอย เศรษฐกิจไทยก็จะถดถอยตามไปด้วย หรือในทางกลับกันถ้าหากเศรษฐกิจโลกคึกคัก เศรษฐกิจไทยก็จะคึกคักตามไปด้วย

นอกจากนี้หากพิจารณาระบบเศรษฐกิจโดยจำแนกตามประเภทการผลิตที่ต่างกัน คือภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ถ้าเราลองไปดูลึก ๆ จะเห็นว่ามูลค่าภาคเกษตรในประเทศไทยมีสัดส่วนร้อยละ 8.2 ซึ่งสูงกว่าสหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 0.9) และจีน (ร้อยละ 7.9) ในขณะที่ประเทศจีนมีสัดส่วนมูลค่าภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด (ร้อยละ 40.5) และสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนมูลค่าภาคบริการมากที่สุด (ร้อยละ 80)

จากข้อมูลทั้งหมดที่พูดถึงมาเนี้ย พี่ทุยว่าเราสามารถสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีลักษณะพึ่งพาภาคต่างประเทศ อีกทั้งภาคเกษตรก็เป็นภาคการผลิตที่สำคัญเพราะมีการจ้างงานมากที่สุด แม้ว่าสัดส่วนมูลค่าต่อ GDP จะไม่สูงมากก็ตาม ดังนั้นเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อ “ภาคต่างประเทศ” และ “ภาคการเกษตร” ก็จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 เช่นกัน

2.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ?
จากการรวบรวมข้อมูลการพยากรณ์จากแหล่งต่าง ๆ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารโลก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำในประเทศ เราจะเจอว่ามีการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2563 อยู่ระหว่างร้อยละ 2.1 ถึงร้อยละ 3.7 โดยแหล่งข้อมูลที่ให้อัตราการเติบโตสูงที่สุดคือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยให้ความเห็นว่าการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงสงครามการค้าโลกมีแนวโน้มดีขึ้น นั่นคือการส่งออกไทยจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2562 นอกจากนี้ทิศทางปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ส่วนแหล่งข้อมูลที่ให้อัตราการเติบโตต่ำที่สุดคือ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบของสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะทำให้ภาคการส่งออก และปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 พี่ทุยเลยรวบรวมข้อมูลสำคัญ ๆ ของการคาดการณ์จากแหล่งต่าง ๆ ไว้ในตารางด้านล่างตามนี้

หมายเหตุ : วันที่หลังตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของ GDP คือวันที่ประกาศตัวเลขดังกล่าวของแต่ละสถาบัน

3.สังเกตเห็นได้ว่าสถาบันพยากรณ์เศรษฐกิจชั้นนำทุกแห่งล้วนให้ความสำคัญกับ “ภาคต่างประเทศ” และ “ภาคเกษตร” ของไทย เพราะว่าปัจจัยสำคัญในการพยากรณ์การประมาณการ GDP Growth ในปี 2563 ล้วนเกี่ยวข้องกับ 2 ภาคส่วนนี้ ซึ่งเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2563 ปัจจัยที่ทำให้ภาคต่างประเทศของไทยเติบโตได้ช้า คือ

(1) ผลกระทบต่อเนื่องของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ฯ
(2) สถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และปัจจัยที่ทำให้ภาคเกษตรของไทยประสบปัญหาคือปัญหาภัยแล้ง

ซึ่งถ้ายังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ รวมถึงปัญหาภัยแล้งไทยก็เป็นเรื่องยากอย่างมากที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้แบบช่วงที่ผ่านมา

4.แล้วเราควรจะรับมือ “วิกฤตเศรษฐกิจ” ครั้งนี้ ยังไงกันบ้าง ?
เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า … จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้เกิดจาก “ปริมาณหนี้” มหาศาลที่ถูกสร้างขึ้น และสร้างด้วยวิธีการที่รัฐบาลสั่งให้ “พิมพ์เงิน” แล้วยัดเงินเข้าสู่ระบบให้เศรษฐกิจโตมาโดยตลอด เอาหนี้มาผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เป็นหนี้ก็คือ “รัฐบาล” แล้วรัฐบาลจะจ่ายคืนหนี้ได้ ก็มาจากการเก็บเงินภาษีของเรานั่นแหละ

รัฐบาลกู้ยืมเงินเพื่อเอาเข้าไปใส่ในระบบเศรษฐกิจและทำให้เศรษฐกิจโตมากกว่าจำนวนเงินที่ใส่เข้าไป เช่น อัดเงินเข้าระบบไป 10 บาท มูลค่าที่ออกมาจะได้มากกว่า 10 บาท ทำให้การยืมเงินมา 10 บาทแล้วเราสร้างประโยชน์ได้มากกว่า 10 บาท ก็ถือว่ายังเป็นอะไรที่รับได้อยู่เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรจากการที่เรากู้ธนาคารเพื่อเอาเงินมาซื้อคอนโดปล่อยเช่า แล้วเรากินส่วนต่างของ “ค่าเช่า” กับ “เงินที่ผ่อน” ให้กับธนาคารเลยล่ะ

ทีนี้พอเราอัดเงินเข้าระบบมาตลอดจนถึงจุดที่เรียกว่าชน “เพดานหนี้” ที่เรากำหนดไว้แทบทุกตัวแล้ว ถ้าหนี้สูงกว่านี้ก็จะจ่ายคืนกันไม่ไหว แล้วก็จะไปเป็นหนี้เสีย แล้วจะแย่กับระบบเศรษฐกิจหนักเข้าไปอีก

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดกับ “ภาคครัวเรือน” นั่นก็คือประชาชนแบบเราๆเนี่ยแหละ

ส่วนภาครัฐบาลไม่ต้องพูดถึงเลย ขยายเพดานกันมาแล้วไม่รู้กี่รอบ แต่รอบนี้แนวโน้มน่าจะไม่ขยายต่อแล้วเพราะเกิดปัญหาที่ว่า กู้เงินมา 10 บาท ใส่เงินเข้าระบบไปมูลค่าดันออกมาน้อยกว่า 10 บาท ซึ่งตามหลักแล้วไม่ควรกู้อีกต่อไป แต่จริงๆก็เป็นแบบนี้มาสักพักแล้ว พี่ทุยเลยมองว่าไม่ต่างอะไรกับผู้ป่วย ICU ที่พยุงอาการไปเรื่อยๆมีแต่แย่ลงเท่านั้น

5.การสร้างหนี้ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ตอนนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกต่อไปแล้ว
ในอดีตที่ผ่านมาเราผ่านวิกฤตทุกอย่างด้วยการสร้างหนี้ใหม่มาปิดหนี้เก่าตลอด ลองนึกถึงคนทั่วไปที่เป็นหนี้บัตรเครดิต แล้วเอาบัตรใบใหม่มารูดปิดหนี้บัตรเก่าตลอด และด้วยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจตอนนี้เรียกได้ว่าชะลอตัวทั้งโลกแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ถ้าใครทำธุรกิจหรือค้าขาย น่าจะเข้าใจแล้วว่ายอดขายตกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจริงๆ ส่วนมนุษย์เงินเดือนอาจจะยังไม่รู้สึกเท่าไหร่เพราะมันไม่ได้กระทบรายได้เรา ถ้าเราไม่ได้เป็นผู้โชคดีถูกให้ออก เงินเดือนยังได้เท่าเดิมอยู่ แค่ปีอาจจะมีได้โบนัสน้อยลงอยู่
มาถึง “ตลาดหุ้น” ตอนนี้ราคาแพงทั้งโลกแล้ว !! ถ้าใครพอเล่นหุ้นอยู่บ้างจะเข้าใจคำว่า P/E ตอนนี้สูงเกินไปแบบมากๆๆๆๆๆๆ S&P500 ของอเมริกาน่าจะทะลุ 20 เท่าไปเรียบร้อยแล้ว (สภาวะปกติจะอยู่ประมาณ 12-14 เท่า) เพราะเกิดปัญหาเรื่อง “กำไร” ลดลง แต่ราคาหุ้นดันไปทำ All Time High ซะได้ แค่คิดก็แปลกๆแล้วจริงมั้ย ?

บริษัทที่รายได้กำลังลดลงเรื่อยๆ แต่กลับมีราคาหุ้นที่สูงขึ้น แค่นี้พี่ทุยว่าก็เพี๊ยนไปกันใหญ่แล้วนะ ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นบ้านเรามีขนาดเล็กมากแค่เงินจากต่างประเทศขนมาซื้อหุ้นนิดหน่อยตลาดเราก็ขึ้นมหาศาลแล้ว ขึ้นขนาดที่ว่าเม่าหลายๆคนขนเงินเข้าไปซื้อกันจนไม่สนว่าเศรษฐกิจจริงๆเป็นยังไงกัน

หรือจะไปดูที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น คิดดูละกันว่ารัฐบาลเค้าพิมพ์เงินเอามาซื้อหุ้น (สร้างหนี้เพื่อไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยง พังไม่พังรอดูได้เลย) หรือจะเป็นตลาดหุ้นจีนที่ใหญ่ๆ หรือตลาดยุโรปก็หนีไม่พ้นสภาพเดียวกันตอนนี้ แม้กระทั่งประเทศไทยเรายังจะมีนโยบายจะเอา “ทุนสำรอง” ระหว่างประเทศบางส่วนไปซื้อหุ้น พี่ทุยได้ยินข่าวแล้วไม่รู้จะพูดอะไรเลย ถ้าหุ้นตกหนักๆทุนสำรองเราหายไปได้เจอสภาวะเงินบาทอ่อนค่าเหมือนปี 2540 แน่นอน !

เรามาต่อที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตโลกปี 2008 ตอนนี้สภาพไม่แพ้กับปี 2008 เท่าไหร่เลยล่ะ พวก MBS ก็ดี CDO ก็ดี ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤต ตอนนี้ก็ขายกันเยอะไม่แพ้ช่วงปี 2004-2007 เลย และปัญหา NPL ที่ตอนนี้จะสังเกตได้ว่าทุกธนาคาร “กันเงินสำรอง” เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดอย่างมีนัยยะสำคัญ

ทีนี้ทั้ง Real Sector สร้างกำไรไม่ได้ ตลาดหุ้นก็ซึมๆไม่ไปไหน หวยเลยมาลงที่ “ตลาดอนุพันธ์” มาเล่นเก็งกำไรบนกระดาษกันแทน ซึ่งจริงๆแล้วควรจะเป็นตลาดที่เอาไว้บริหารความเสี่ยง แต่ส่วนใหญ่ก็เล่นเป็นบ่อนไปแล้วล่ะมั้ง มูลค่าของตลาดอนุพันธ์เลยทะลุ GDP โลกไปประมาณ 10 เท่าตัวได้ (GDP โลก 75 ล้านล้านเหรียญ มูลค่าตลาดอนุพันธ์ 850 ล้านล้านเหรียญ)

เราได้กู้ยืมเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันจนเต็มที่แล้ว กู้จนเงินไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจต่อไปได้ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตาม รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “นโยบายการเงิน” ก็มาจนแทบจะสุดทางแล้ว (ถ้าดอกเบี้ยต่ำกว่านี้ระบบธนาคารพังแน่นอน)

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายๆตัว (เกือบทุกตัว) บอกแล้วว่า “วิกฤต” ต้องเกิดและจะรุนแรงมากเพราะ “ราคา” ทุกอย่างแพงเกินความเป็นจริงไปเยอะมากแล้ว เค้าถึงเรียกว่า “ฟองสบู่” เมื่อถึงเวลาที่ฟองสบู่แตก ใครที่ไม่เตรียมตัวได้เจ็บตัวกันแน่นอน

ช่วงนี้ถ้าเลือกได้อย่าเพิ่งก่อหนี้โดยเฉพาะหนี้บ้าน โอกาสสูงมากที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับให้สูงอย่างรวดเร็ว ถ้าเรากู้บ้านช่วงนี้แล้วดอกเบี้ยปรับขึ้นไป พี่ทุยว่าเราทำงานจ่ายดอกเบี้ยอย่างเดียวยังไม่พอเลยล่ะ แล้วถ้าเลวร้ายกว่านั้นบริษัทต้องลดต้นทุนด้วยการลดคนงาน แล้วถ้าหวยมาออกที่เรา จะรับมือยังไง ?

พี่ทุยไม่ได้บอกให้กลัวกันนะ แต่อยากให้วางแผนรับมือกันสักหน่อย อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ ดีกว่าไม่สนใจอะไรแล้วปัญหาเกิดขึ้นมา ก็ไปโทษคนอื่นว่าอย่างงั้นอย่างงี้ แต่คนที่น่าโทษที่สุดก็คือตัวเราเองที่นิ่งเฉยกับปัญหามากกว่า…

เนื้อหาและแรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้
ขอขอบคุณ อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ อาจารย์ของพี่ทุยเอง และบทความจาก Money buffalo

Loading...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *