โรคดึงผม! แนะวิธีรักษา ‘อาการจิตเวช’ ที่คนเป็นยังไม่รู้ตัว

โรคดึงผม! แนะวิธีรักษา ‘อาการจิตเวช’ ที่คนเป็นยังไม่รู้ตัว!

สำหรับโรคนี้เรียกว่า โรคถอนผมตัวเอง (Trichotillomania) หรือ โรคดึงผม เป็นภาวะผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นนิสัยหรือพฤติกรรมที่ย้ำคิดย้ำทำ อาจเกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ แต่มักพบผู้ป่วยมีอาการร่วมกันทั้ง 2 แบบ

อาการดึงผมที่รู้ตัว : อาจเกิดได้จากความรู้สึกคันศีรษะยุบยิบ หรืออาจรู้สึกว่าเส้นผมไม่ตรง ไม่เรียบ เลยอยากดึงออกให้สบายใจขึ้น หรือบางคนก็มีอารมณ์กังวลและเครียดมาก่อน แต่พอได้ดึงผมแล้วก็จะรู้สึกผ่อนคลายหรือฟิน

อาการดึงผมที่ไม่รู้ตัว : มักพบการถอนผมโดยที่ไม่รู้ตัวขณะกำลังทำกิจกรรมบางอย่างเพลิน ๆ เช่น นั่งอ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ บางคนเป็นมากถึงขนาดถอนจนผมร่วงเกือบหมดหัว หรือหายเป็นหย่อม ๆ จนมีลักษณะผมที่แหว่งไปเลยก็มี

โรคนี้พบได้ประมาณ 1-2% ในประชากรทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะพบในวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ และเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่วนบริเวณที่พบการดึงและถอนขนได้บ่อยก็คือ เส้นผม หรือขนตามตัว (ขนตา, ขนจมูก, ขนหน้าอก, ขนเพชร, คิ้ว)
โรคดึงผมตัวเอง (trichotillomania) หมายถึงโรคผมร่วงที่เกิดจากการดึงหรือถอนผมตนเอง โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ โรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติทางจิตเวชแบบย้ำคิดย้ำทำ สามารถเกิดได้กับทุกบริเวณของร่างกายที่มีผมหรือขนที่ยาวในขนาดที่สามารถดึงออกได้ เช่นผม ขนคิ้ว ขนตา หนวดเครา และหัวหน่าว เป็นต้น

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน มีสมมติฐานการเกิดโรคหลายอย่างเช่นเกิดจากระดับของสารสื่อประสาทในบริเวณสมองขาดความสมดุล ทำให้ผู้ป่วยควบคุมพฤติกรรมการดึงผมของตนเองไม่ได้, เกิดจากความเครียดวิตกกังวลและความกดดันกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมดึงผม นอกจากนี้ยังเกิดจากโรคของหนังศีรษะเองโดยการดึงผมจะทำให้อาการดีขึ้น เช่นอาการคันจากรังแคและอาการเจ็บปวดจากปลายประสาทอักเสบ มีข้อมูลจากการศึกษาพบว่า พันธุกรรมอาจมีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่เบื้องต้นสันนิษฐานสาเหตุได้ดังนี้
1. จากพยาธิสภาพของโรคเอง คือ มีความผิดปกติในสมองส่วนที่เกี่ยวกับการแสดงออกของพฤติกรรม หรือมีระดับของสารเคมีบางตัวในร่างกายผิดปกติ จึงมีโอกาสที่จะมีปัญหาในด้านการกระทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ ซึ่งบางรายอาจออกมาเป็นการทำร้ายตนเองอย่างรุนแรงซ้ำ ๆ เช่น โขกศีรษะ หรือถอนผมตนเอง เป็นต้น
2. จากพยาธิสภาพทางจิตใจ เกิดความเครียด เช่น ปัญหาการเรียน การทำงาน มีปัญหาความสัมพันธ์กับครอบครัว กลัวการทอดทิ้ง มีปัญหาทางด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นต้น
3. จากปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางด้านสังคม การดำรงชีวิตอยู่ในสังคม อาจเกิดจากความคับข้องใจหากมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว หรือที่เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน เช่น มีการรับประทานอาหารที่ซ้ำซาก หรือการจำเส้นทางเดินทาง หรือการจัดสิ่งของให้อยู่อย่างเดิม ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่เป็นไปตามสภาพแวดล้อมปกติที่เคยอยู่ จะทำให้มีความคับข้องใจ ซึ่งอาจแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมการทำร้ายตนเองได้
4. จากภาวะโรคจิตเวชบางอย่าง เช่น มีพฤติกรรมวิตกกังวลประเภทย้ำคิดย้ำทำ หรือการเป็นโรคซึมเศร้า
5. พันธุกรรม เช่น อาจมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคดึงผมเหมือนกัน

โรคนี้พบได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ป่วยอาจยอมรับหรือไม่ยอมรับว่าดึงผมตนเอง ผมร่วงจะมีได้หลายลักษณะ หลายขนาด อาจเป็นหย่อมเล็กหรือกระจายหลายหย่อมทั่วศีรษะ หรืออาจกระจายทั้งศีรษะ รูปร่างของหย่อมผมร่วงมีลักษณะแปลก ตำแหน่งของผมร่วงส่วนใหญ่เป็นที่ศีรษะแต่สามารถพบได้ในตำแหน่งอื่นที่มีขนได้แก่ ผม ขนคิ้ว ขนตา หนวดเคราและหัวหน่าว ผิวหนังบริเวณผมร่วงจะมีลักษณะปกติ อาจพบเส้นผมลักษณะเส้นสั้น ๆ มีความยาวไม่เท่ากัน บริเวณปลายผมมีลักษณะทื่อ และอาจพบผมหักงอในบริเวณผมร่วง

ทั้งนี้ในการวินิจฉัย คุณหมอจะดูเพื่อแยกจากโรคผมร่วงเป็นหย่อมและโรคเชื้อราที่หนังศีรษะ โดยทั่วไปสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ยกเว้นในรายที่มีลักษณะไม่ชัดเจนอาจต้องยืนยันการวินิจฉัยด้วยการตัดชิ้นเนื้อ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา แพทย์ผู้รักษาประเมินผู้ป่วยเบื้องต้นว่ามีปัญหาทางจิตใจและปัจจัยกระตุ้นการเกิดโรคหรือไม่ โดยแพทย์ผู้รักษาอาจร่วมรักษาผู้ป่วยร่วมกับจิตแพทย์ การรักษาทำได้ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและการปรับพฤติกรรม หากเป็นรุนแรงอาจต้องให้ยาทางจิตเวชในการช่วยควบคุมอาการ และให้การรักษาเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคทางหนังศีรษะร่วมด้วย เช่น ยาทาสเตียรอยด์รักษาภาวะหนังศีรษะอักเสบ หรือให้ยาแก้อาการปลายประสาทอักเสบ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ
ช่วงวัยเยาว์จะมีการพยากรณ์โรคดี โดยการดึงผมมักจะเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติเพียงให้คำแนะนำก็สามารถปรับพฤติกรรมได้
ช่วงวัยรุ่น มักมีปัญหาทางด้านจิตใจร่วมด้วยการดำเนินโรคมักยาวนานและเป็น ๆ หาย ๆ
-วัยผู้ใหญ่การพยากรณ์โรคไม่ดี การดำเนินโรคมักจะนานและมักมีความผิดปกติทางจิตใจร่วมด้วย ในผู้ป่วยบางคนอาจมีพฤติกรรมผิดปกติอื่น ๆ เช่นการกินผมตนเองซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการลำไส้อุดตันตามมาได้

วิธีรักษาโรคดึงผมตัวเอง
หากมีอาการมาก โรคนี้ก็จะกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ดึงผมมาก ๆ จนผมแหว่งไปบางส่วน หรือหัวล้าน ทำให้ไม่มั่นใจ จะออกไปข้างนอกก็ต้องใส่วิก ใส่หมวกปกปิด นาน ๆ เข้าอาจเกิดความเครียดหรือเป็นโรคซึมเศร้าตามมา ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้จึงควรเข้ารับการรักษา ซึ่งเป็นการรักษาร่วมกันระหว่างจิตแพทย์และแพทย์ผิวหนัง โดย
1. รักษาอาการผมร่วงกับแพทย์ผิวหนัง
2. ใช้แชมพูและสระผมตามสภาพผม
3. หากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำร่วมกันในครอบครัว
4. ป้องกันการถอนผมตนเอง เช่น การนำวัสดุที่หาได้ในบ้าน เช่น หมวกคลุมผมเวลาอาบน้ำ ผ้าคลุมผม หมวก ฯลฯ มาคลุมที่ศีรษะ เพื่อป้องกันการดึงผมตนเอง ในระยะแรก ๆ อาจจะรำคาญและจะดึงออกตลอดเวลา แต่เมื่อเอามือจับศีรษะแล้วไม่พบเส้นผม ไม่สามารถถอนผมตนเองได้ ในระยะต่อมาก็อาจช่วยลดพฤติกรรมถอนผมลงไปในที่สุด
5. หากไม่สามารถหยุดถอนผมตัวเองได้ ให้ทำบันทึกตารางที่ถอนผม เมื่อทำได้ดีขึ้นจะได้มีกำลังใจ
6. ในกรณีที่เป็นเรื้อรังควรปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาเพิ่มเติม

โรคนี้อาจหายเองได้โดยแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและหาความผิดปกติทางจิตใจที่อาจพบร่วมด้วย นอกจากนี้ญาติผู้ป่วยควรเข้าใจลักษณะของโรคเพื่อความเข้าใจในตัวผู้ป่วยและความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา
อ้างอิงข้อมูลจาก สสส. , คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี , เฟซบุ๊ก สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

Loading...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *