Football คมปีกหงส์

3 เรื่องควรรู้ก่อนเกมหงส์แดงเยือนถิ่นเรือใบ

การเจอกันครั้งที่ 212 ของทั้งสองทีมรวมทุกรายการ แต่นัดนี้เป็นนัดที่มีความหมายอย่างมากต่อสถานการณ์การลุ้นแชมป์ของทั้งสองทีม ตอนนี้หงส์แดงนำแมนซิตี้อยู่ 7 แต้ม จึงมาเล่นด้วยความกดดันน้อยกว่าแมนซิตี้เจ้าถิ่น ที่ต้องการสามแต้มเพื่อกดช่องว่างให้เหลือแค่ 4

ที่สำคัญเพื่อเรียกขวัญกำลังใจของทีมกลับมาหลังพลาดท่า แพ้ 2 เสมอ1 ชนะ 2 จาก 5 เกมหลังสุด จนแต้มหลุดมือไปมาก หากแพ้พวกเขาจะถูกทิ้งห่างถึง 10 แต้มเลยทีเดียว หรืแม้แต่เสมอก็ยังห่าง 7 แต้มถือว่ามากพอสมควร วันนี้ผมจึงรวบรวมเรื่องราวก่อนเกมที่น่าสนใจ มาให้อ่านกัน

สถิติก่อนเกม

นี่เป็นการเจอกันครั้งที่ 212 ของทั้งสองสโมสร ตั้งแต่สมัยที่แมนซิตี้ยังใช้ชื่อว่า Ardwick สมัยเล่นอยู่ลีก 2 รวมแล้วทั้งหมดลิเวอร์พูลเอาชนะไป 104 ครั้ง เสมอ 53 ครั้ง และแพ้ 54 ครั้ง หากนับเฉพาะในยุคของคล๊อปป์ ลิเวอร์พูลชนะ 7 เสมอ 2 แพ้ 1 หากนับเฉพาะเกมไปเยือนเรือในยุคของคล๊อปป์ ชนะ1 แพ้ 1 เสมอ 1 ถือว่ายามไปเล่นในบ้านของเรือนั้นสูสีมาก หนึ่งในนัดนั้นคือการบุกไปแพ้ 5-0 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนที่หงส์แดงจะแก้มือได้ใน UCL ด้วยการบุกไปชนะเรือ 1-2

สถิติในภาพรวมหลังเล่นไปทีมละ 20 เกม ถือว่าผลงานสูสีกันมาก แมนซิตี้ทำได้ดีกว่าในการเล่นเกมรุก ยิงไป 54 ประตูแบ่งเป็น มาจาก open play ถึง 44 ลูก เซ็ตพีช 5 การโต้กลับ 2 และการทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง 3 ขณะที่หงส์แดงยิงไป 48 ประตู แบ่งเป็น open play 24 ลูก แต่ได้จากเซ็ตพีชถึง 15 การโต้กลับ 4 และการทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง 2

แต่หงส์แดงถือว่าทำได้ดีมากกว่าในเรื่องของเกมรับ เพราะเก็บคลีนชีตได้ถึง 12 ครั้ง และเสียประตูไปเพียง 8 ลูก มาจาก open play 6 และเซ็ตพีช 2 และยังไม่เคยโดนยิงจากลูกจุดโทษและลูกยิงไกลนอกกรอบเขตโทษเลย ขณะที่แมนซิตี้ 3 นัดหลังสุดโดนทีเด็ดจากลูกยิงแถวสองไปแล้ว 2 ลูก เสียประตูจากจุดโทษถึง 3 และ open play 8 เซ็ตพีชอีก 5 รวมแล้วเสียไป 16 มากกว่าหงส์แดงเท่าตัว

มาดูสถิติของแมนซิตี้ยามเล่นในบ้านและหงส์แดงยามออกไปเยือนบ้าง ต้องถือว่าแมนซิตี้ยังเป็นทีมที่เล่นในบ้านได้อย่างน่ากลัว แม้จะเพิ่งแพ้คาบ้านให้กับพาเลชก็ตาม ขณะที่หงส์แดงเองก็ทำผลงานในเกมเยือนได้ดี

แมนซิตี้ยิงประตูในบ้านได้ถึง 35 ลูกจากทั้งหมด 54 ลูก หงส์แดงยิงประตูทีมเยือนได้ 21 ลูก จาก 48 ลูก แต่แมนซิตี้เสียประตูในบ้านไปถึง 9 จาก 16 ขณะที่หงส์เองก็เสียจากการไปเยือนถึง 5 จาก 8 เรียกว่าต่างมีข้อดีและข้อเสียทั้งสองทีมอยู่ที่ว่าใครจะพลาดมากกว่ากันในเกมนี้

ความพร้อมนักเตะ

มาดูกันที่ความพร้อมของนักเตะทั้งสองทีมกับบ้าง ทางฝั่งเจ้าบ้านแมนซิตี้นั้น กวาดิโอล่า ออกมายืนยันว่า KBD จะพร้อมลงสนามแน่นอน แต่จะมีปัญหาทางแบ๊กขวาเพราะ Delph เพิ่งโดนใบแดงและติดโทษแบน ขณะที่ Mendy ก็ยังไม่หายเจ็บ และไม่น่าจะเสี่ยงใช้ Zinchenko เพราะนัดที่แล้วเล่นผิดพลาดเยอะมากตอนเจอนักบุญ คาดว่าน่าจะขยับเอาลาปอร์ตมาเล่นแบ๊กขวาแทน

 

นักเตะอื่น ๆ ลงสนามได้หมด ทั้งแฟนันดินโญ่ ที่หายเจ็บกลับมาแล้ว ซาเน่ที่ได้พักเมื่อนัดที่แล้ว รวมถึงกุนนักเตะที่ชอบยิงลิเวอร์พูลในบ้านก็พร้อมลงสนามแน่นอน (ยิงหงส์แดงไปแล้ว 6 ประตูในบ้าน) รวมถึงราฮีม ก็จะได้เจอทีมเก่าอีกครั้งเช่นกัน

ทางด้านคล๊อปป์นั้นถือว่าฟูลทีมสุด ๆ มีเพียงโกเมส มาติป เท่านั้นที่ยังไม่หายดี แต่คนอื่น ๆ จะพร้อมลงสนามแน่ อยู่ที่ว่าคล๊อปป์จะเล่นแบบไหนแค่นั้นเอง ข่าวดีคือจะได้เจมส์ มิลเนอร์หายเจ็บกลับมาเป็นอีก 1 ตัวเลือก

ความเห็นของโค้ชก่อนเกม

ทางด้านโค้ชทั้งสองทีมก็ออกมาพูดถึงเกมวันพรุ่งนี้ และสถานการณ์ของทั้งสองทีมอย่างระมัดระวังที่สุด เริ่มกันที่ฝั่งเจ้าบ้าน ที่ออกมายอมรับว่าทีมของตัวเองเริ่มเป๋จริง และยกย่องหงส์แดงว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกเวลานี้

“โชคร้ายที่เราแพ้ในสองเกมก่อนหน้านี้ และเรามีคู่แข่งที่ตอนนี้เป็นทีมที่ดีสุดในยุโรปหรืออาจในโลกอย่างลิเวอร์พูลด้วย มันจึงเป็นเกมที่ท้าทายของเราในวันพฤหัสบดีนี้ และเราจะต้องพยายามเอาชนะให้ได้ ถ้าเราสามารถทำแบบนั้นได้ เราก็จะสามารถสู้เพื่อแย่งแชมป์ได้ไปจนจบฤดูกาล”

ไม่รู้ว่าจริงหรือต้องการโยนความกดดันให้คู่แข่งก่อนเกมกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คล๊อปป์เองดูเหมือนจะไม่หลงกล และออกมาติดเบรกนักเตะรวมถึงกองเชียร์ไม่ให้ดีใจหรือประมาทเกินไป และบอกว่าไม่เคยใช้เรื่องช่องว่างคะแนนมาปลุกเร้านักเตะเลย

“ตอนที่เราไปเยือนซิตี้ในปีที่แล้ว คุณคิดว่าผมกางตารางคะแนนในห้องแต่งตัว และพูดว่า ‘เราอยู่ที่สี่ พวกเขาอยู่ที่หนึ่ง’ เหรอ ไม่เลย มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย เราแค่ต้องการชนะเกมลีก ซึ่งชัดเจนว่าเราทำไม่ได้ (แพ้ 5-0)”

และคล๊อปป์เองก็ออกมายกย่องแมนซิตี้เช่นเพื่อลดควมกดดันของลูกทีมว่า

“พวกเราทุกคนรู้ดีว่าแมนซิตี้เป็นที่ยอดเยี่ยม ในการไปเยือนที่นั่น จะมีทีมไหนกล้าคิดว่า เราจะชนะแมนซิตี้ได้ง่าย ๆ ไม่มีเลยสักทีมในโลกนี้ ไม่เว้นแม้แต่พวกเรา ฉะนั้น พวกเราต้องไปที่นั่น และพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และนั่นคือสิ่งที่เราจะพยายามทำ”

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในฐานะคนดูทางบ้านอย่างเรา รับรู้ได้ถึงรังสีของความกดดัน ความเข้มข้มของเกมนี้ได้เป็นอย่างดี และแม้จะเตะกันเวลาตีสามของประเทศไทยของคืนพรุ่งนี้ ก็เชื่อว่า แฟนไทยจะข่มตาตื่นมาดูเป็นแน่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *