Football เลาะหลังเกม

“ผู้ท้าชิงที่ดี” ตัดเกรดผลงานของคล๊อปป์และนักเตะหงส์แดงแต่ละคนหลังผ่านครึ่งฤดูกาล

พรีเมียร์ลีกผ่านพ้นไปแล้วครึ่งฤดูกาลหรือ 19 นัด หลายทีมทำผลงานได้ตามเป้า  เกินเป้า หรือเท่าเดิม จากนี้เชื่อว่าหลายทีมคงวางแผนไว้สำหรับการเสริมทัพและแก้ไขปัญหาของทีมในช่วงการเปิดตลาดซื้อขายเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

สำหรับทีมลิเวอร์พูลของเรา คล๊อปป์บอกความมุ่งมั่นของตัวเองตั้งแต่ก่อนเปิดซีซั่นแล้วว่า พวกเราจะเป็นเพียง “ผู้ท้าชิง” ทีมหนึ่งเท่านั้น แม้จะดูเป็นการถ่อมตัว แต่ก็เป็นการประกาศกร้าวครั้งแรกถึงเป้าหมายใหญ่ของทีม นับตั้งแต่มาคุมทีมหงส์แดง

ขณะนี้ผ่านไปแล้วครึ่งฤดูกาล ผมจึงอยากจะลองมาเขียนประเมินผลงานของทีมว่าเป็นอย่างไรบ้าง แน่นอนบางส่วนเป็นข้อเท็จจริงเชิงสถิติ และบางส่วนก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความนี้เท่านั้น เพื่อนๆ ที่อ่านแล้วเห็นด้วยหรือไม่หรือมีประเด็นอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ครับ

ภาพรวมของทีม 10/10

ผลงานภาพรวมของทีมถือว่าเป็นผลงานการออกสตาร์ทที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร แข่งไป 19 นัด ชนะ 16 และเสมอ 3 เป็นเพียง 1 ใน 4 ทีมในประวัติศาสตร์ของพรีมียร์ลีกที่จบครึ่งฤดูกาลด้วยการไร้พ่าย ต่อจากอาร์เซนอล เชลซี แมนยู และแมนซิตี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่จบด้วยการเป็นแชมป์ในบั้นปลาย

ผลงานของทีมในช่วง 10 เกมแรกถือว่า “อึดอัด” พอสมควร หลายนัดชนะด้วยรูปเกมที่ไม่สวยงาม หลายนัดต้องพึ่งดวงและโชค แต่เมื่อผ่าน 10 นัดมาได้ หงส์แดงก็กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เกมรุกยิงกระจาย เกมรับสุดเหนียวแน่น 8 เกมหลังสุดในลีกชนะรวด ยิงไป 22 ประตู เสียไปเพียง 2 ประตู

จากที่เคยตามหลังแมนซิตี้ 2 แต้มอยู่หลายสัปดาห์ และมีผลประตูได้เสียตามหลังมากกว่า 10 ลูก ตอนนี้หงส์แดงจบครึ่งฤดูกาลด้วยการเป็นจ่าฝูง นำห่างสเปอร์สทีมอันดับสอง 6 แต้ม นำห่างแมนซิตี้แชมป์เก่า 7 แต้ม และผลประตูได้เสียเท่ากันกับแมนซิตี้แล้ว อีกทั้งยังเป็นทีมแรกที่เก็บคะแนนได้แตะหลัก 50 (51)

ดังนั้นหากมองในภาพรวม และการตั้งเป้าหมายของทีมในช่วงแรก ต้องถือว่าหงส์แดงทำได้เกินเป้าหมาย และตามเป้าประสงค์หลักของทีม

อลีสซง 10

ตัวเขาเองเข้ามาด้วยความกดดันมหาศาล จากค่าตัวสถิติโลก 67 ลป. (ตอนหลังถูกเกปาทำลายสถิติ) แถมยังถูกคาดหวังไว้สูงลิบจากแฟนบอลหงส์แดง และเป็นตำแหน่งที่ถูกจับตามองจากสื่อมากที่สุด เพราะเขามาแทนที่ของคาริอุสที่กำลังมีประเด็นดราม่า

แต่เขาก็ตอบแทนทั้งค่าตัวและความคาดหวังของแฟนบอลได้อย่างยอดเยี่ยม และหากไม่มีอะไรผิดพลาดเขามีโอกาสที่จะเป็นสุดยอดการลงทุนของหงส์แดงในปีนี้

เริ่มต้นด้วยการไม่เสียประตู 6 นัดในพรีเมียร์ลีก จากนั้นก็มาทำผิดพลาดในเกมกับเลสเตอร์จากจังหวะพยายามล๊อกหลบกองหลังแต่โดนฉกไปยิง แต่เขาก็กลับมาได้เร็วและกลับมาได้ดีกว่าเก่า ด้วยการปรับปรุง แก้ไขตัวเอง ไม่เล่นเสี่ยง และเน้นความชัวร์มากขึ้น

ผลงานเก็บ 12 คลีนชีต มากที่สุดในลีกใหญ่ยุโรปในตอนนี้ และเสียไปเพียง 7 ประตู เซฟไปทั้งหมด 45 ครั้ง สถิติการเสียประตูคือ 2.37 เกมต่อ 1 ประตู และมีเปอร์เซ็นต์การเซฟสำเร็จมากกว่า 86.54 % เลยทีเดียว และหากมองถึงคุณภาพในสนามแต่ละเซฟที่เขาทำได้นั้นสุดยอดจริง ๆ มีส่วนกับการได้ประตูของหงส์แดงอยู่หลายครั้ง

อาร์โนล์ด 7

ปีนี้เริ่มต้นด้วยฟอร์มที่ต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเองเมื่อปีที่แล้วเยอะมาก ช่วงแรก ๆ มีปัญหากับการเติมเกม การเปิดบอลที่ประสิทธิ์ภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จนถูกดร๊อปบ้างในหลายนัด บวกกับมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ช่วงหนึ่ง

แต่ระยะหลังก็เริ่มเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาได้แล้ว ในลีกลงไปทั้งหมด 14 เกม ทำไป 3 แอสซิสต์กับ 1 ประตูที่มาจากฟรีคิกสุดสวยของเจ้าตัว ส่วนเรื่องของเกมรับก็ยังต้องพัฒนาต่อไป

โกเมส 8

หลังจากได้โอกาสลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่ถนัด ก็พัฒนาตัวเองมาเป็นกำลังหลักของทีมได้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล เป็นหนึ่งในนักเตะที่สร้างความประหลาดใจให้แฟนบอลได้มาก

การจับคู่กับฟานไดจ์คของเขานั้นช่วยกันเก็บได้มากถึง 7 คลีนชีต มีทั้งความเร็ว ทางบอลดีขึ้นมาก และการเข้าบอลที่ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนลอฟเรน มีจังหวะการสกัดบอลสำคัญ ๆ หลายนัด หนึ่งในนั้นคือการสกัดบอลออกจากเส้นประตู ในนัดที่เฉือนเอาชนะเอฟเวอร์ตันได้ 1-0 น่าจะยังตราตรึงใจหลายคนอยู่

สถิติในเกมรับนั้นบล็อกลูกยิงไป 5 แท๊กเกิลชนะ 11 จาก 17 ครั้ง เข้าสกัดบอลได้มากถึง 14 ครั้ง ผ่านบอลสำเร็จ 771 ครั้งคิดเป็น 87.42% และมีสถิติการผ่านบอลไปข้างหน้ามากถึง 256 ครั้ง จากการสัมผัสบอลทั้งหมด 942 ครั้ง

ฟานไดจ์ค 10  

นี่คือคนที่เข้ามายกระดับการเล่นของหงส์แดงอย่างแท้จริง ได้รับคำชมจากทั่วโลกจนไม่รู้จะชมยังไงแล้ว เป็นนักเตะที่แฟนบอลคู่แข่งต่างก็ยอมรับนับถือในความสามารถของเขา

เกมรับที่เคยเป็นปัญหาใหญ่ของลิเวอร์พูลมาตลอดหลายสิบปี ถูกเขายกระดับขึ้นมาก ทั้งเรื่องของการเสียประตูจากลูกตั้งเตะ ปัญหาการรับมือกับลูกกลางอากาศ การเข้าสกัดบอลในพื้นที่สุดท้าย เขาปิดช่องโหว่เหล่านี้ได้หมด แถมยังทำให้ลิเวอร์พูลชุดนี้มีความนิ่งและแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดประวัติศาสตร์ของสโมสร

สถิติภาพรวมนั้นเขาลงเล่นครบทุกเกม 19 เกม และเก็บคลีนชีตได้ถึง 11 โดยเสียใบเหลืองไปแค่ 1 ใบเท่านั้น เข้าปะทะชนะ 23 เคลียร์บอลได้มากถึง 97 ครั้ง และเป็นการเคลียร์ในจังหวะสำคัญถึง 50 ครั้ง เอาชนะในการดวลลูกโหม่งได้มากถึง 81 ครั้ง ที่สำคัญปีนี้ทำไป 1 ประตู กับ 1 แอสซิสต์แล้ว

โรเบิร์ตสัน 9

เป็นอีกหนึ่งนักคนสำคัญของทีม ที่ยกระดับการเล่นของตัวเองให้มาอยู่ในแถวหน้าของโลกได้ในเวลาเพียงปีกว่า ๆ เท่านั้น ด้วยความขยันวิ่งขึ้นลงตามแบบฉบับแบ๊กจอมลุย ถึงขนาดมูรินโญ่ยังเอ่ยปากชมว่าแค่ดูเขาวิ่งยังเหนื่อยแทน

แบ๊กซ้ายฝีเท้าดีของหงส์แดงนับตั้งแต่ริเซ่แล้ว เขานี่แหละที่สามารถพูดได้ว่าเป็นแบ๊กซ้ายที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีของหงส์แดง ปีนี้เขาเล่นไป 17 เกม และแอสซิสต์ไป 3 ลูก แต่ก็สร้างโอกาสสำคัญให้เพื่อนได้ถึง 6 ผ่านบอลไป 1,154 ครั้ง จากการสัมผัสบอล 1,554 ครั้ง จ่ายบอลสำเร็จมากถึง 83.62% เปิดบอลมากกว่า 58 ครั้ง

ที่เหลือเพียงอย่างเดียวก็คือการทำประตู แต่นั่นก็คงไม่สำคัญมากเท่าไหร่ หากเขายังสามารถเล่นได้ในระดับนี้ และสร้างโอกาสให้เพื่อนได้มากมายอย่างที่เป็น แค่นั้นแหละที่เราต้องการจากเขา

ไวนาดุม 9

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่หงส์แดงปีนี้เป็นปีที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ยกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นมาได้สูงมาก เป็นกำลังหลักสำคัญในแดนกลางลงเล่นแบบเต็ม ๆ 18 นัด นักเตะในแดนกลางคนอื่น ๆ เช่น ฟาบิญโญ่ เกอิตา เฮนเดอร์สัน อาจมีช่วงที่ฟอร์มไม่คงที่บ้าง แต่ไวนาดุมคือนักเตะที่ฟอร์มสม่ำเสมอที่สุด และมักเป็นตัวเลือกแรกเสมอไม่ว่าคล๊อปป์จะเล่นแผน 4-3-3 หรือ 4-2-3-1

ทักษะที่โดดเด่นของเขาในปีนี้ก็คือการครองบอล และการเข้าแย่งบอล ที่หากบอลอยู่กับเท้าเขาแล้วยากที่ใครจะมาแย่งไปได้ ยกเว้นเขาจ่ายเสียเอง การเล่นในพื้นที่แคบ ๆ ได้ดี และเริ่มมีส่วนร่วมกับเกมรุกมากขึ้น จนยิงไปแล้ว 1 ประตู

สถิติการผ่านบอลสูงที่สุดในทีมที่ 91.79 % ผ่านบอลสำเร็จ 950 ครั้งจากการสัมผัสบอล 1,140 เปิดบอลไป 10 ลูก เต้าสกัดบอลได้ 10 ครั้ง แท๊กเกิลชนะ 9 จาก 16 ครั้ง

มิลเนอร์ 8

แม้อายุอานามจะเกินเลข 3 แล้ว แต่พละกำลังของเขานั้นเป็นสิ่งที่เหลือเฟือ เหลือใช้มาก เป็นนักเตะที่เปรียบดั่งแก้วสารพัดนึกของคล๊อปป์ ที่สามารถเล่นได้เกือบทุกตำแหน่งในสนาม และทำได้ดีในทุกครั้งที่เขาลงไปเล่นในตำแหน่งนั้น ๆ

ช่วง 6 เกมแรกเขาได้ MOM ไปถึง 3 นัด ปีนี้พัฒนาเรื่องการทำประตูไป 3 ลูกแล้ว มากที่สุดในกองกลาง และแอสซิสต์ไปอีก 2 ลูก จากการลงสนามทั้งหมด 16 เกม นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ปัดกวาดแดนกลางได้หมดจด มีจุดเด่นที่การเล่นลูกนิ่งโดยเฉพาะลูกเตะมุมที่สร้างปัญหาให้คู่แข่งเสมอ การเข้าสกัดบอลแบบถึงลูกถึงคนก็ช่วยทำให้ทีมอื่นเกรงขามทีเรามากขึ้นยามเจอกัน

จอร์แดนเฮนเดอร์สัน 7.5  

แม้ปีนี้จะมีกองกลางเพิ่มเข้ามาถึง 2 คน รวมนักเตะเก่าที่มีก็เป็น 5 คน นั่นทำให้โอกาสในการลงสนามของเขาน้อยลงตามไปด้วย แต่ด้วยการโรเตชั่นของคล๊อปป์ก็ทำให้เขาได้ลงเล่นไปทั้งหมด 16 เกมด้วยกัน และทุกครั้งที่ลงมาเขาก็ทำหน้าทีกัปตันทีมได้ไม่ขาดตกบกพร่อง

ผลงานในสนามปีนี้ต้องถือว่าผลงานดีขึ้นมากโดยเฉพาะ 3 นัดหลังที่ได้ลง เล่นในระบบกองกลางตัวรับคู่ ทำให้เขามีอิสระในการเล่นมากขึ้น สามารถเล่นเกมรุกที่ตัวเองถนัดและเป็นจุดเด่นของตัวเองตั้งแต่ก่อนมาลิเวอร์พูลแล้ว แต่เมื่อทีมต้องเล่นรัดกุมในระบบ 4-3-3 เขาก็ทำได้ดีมากทั้งในเกมที่เสมอกับแมนซิตี้ และเกมที่เอาชนะนาโปลีได้ในนัดสุดท้าย UCL

ซาลาห์ 10

มีปัญหากับการเล่นในช่วง 10 เกมแรก โดยเฉพาะการจบสกอร์ และความมั่นใจ แต่นั่นเป็นเพราะตัวเขาเองยังไม่หายขาดจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ และต้องลงเล่นในตำแหน่งใหม่คือกองหน้าตัวเป้า แต่เมื่อเขาร่างกายเขาฟิตและสามารถปรับตัวกับการเล่นในตำแหน่งใหม่ได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้อีก

มีสถิติเกี่ยวกับเขาเกิดขึ้นมากมายแทบทุกนัด ลงเล่น 19 นัดยิงไป 12 ประตู แอสซิสต์อีก 6 และยิงได้ถึง 10 เกมจาก 19 เกมถือว่ามากที่สุดในลีก เป็นรองดาวซัลโวตามโอบาเมยองของอาร์เซนอลอยู่แค่ 1 ลูกเท่านั้น

ยังเป็นคนสำคัญในเกมรุกที่หงส์แดงจะขาดไม่ได้ สถิติยิงประตูคือ 0.63 ลูกต่อเกม ยิงไปทั้งหมด 65 ครั้ง เข้าเป้า 31 ครั้ง สร้างโอกาสยิง 64.58% และยิงได้สำเร็จ 18.45%

ฟีร์มิโน่ 8.5

ปีนี้สถิติการยิงหดหายไปอย่างน่าใจหาย นั่นเพราะเขาต้องปรับการยืนใหม่โดยต้องถอยลงมาเล่นเป็นหน่าต่ำอยู่หลังซาลาห์ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังสำคัญกับหงส์แดงมากก็เพราะผลงานในสนามของเขาช่วยเกมรุกและเกมรับของหงส์แดงได้ดีมาก

ยิงได้แค่ 4 แอสซิสต์อีก 3 จาก 19 เกมเท่านั้น แต่หากมองในเรื่องของเกมรับ เขาแท๊กเกิลชนะ 12 จาก 19 ครั้ง เคลียร์บอลได้ 9 ครั้ง ซึ่งเป็นการเคลียร์ที่สำคัญถึง 8 ครั้งด้วยกัน เอาชนะลูกดวลอากาศ 13 ครั้ง หากมองตรงนี้ก็จะพบว่าเขายังสำคัญกับหงส์แดงมากจริง ๆ

มาเน่ 7.5

ผลงานอาจไม่ได้เปรี้ยงเหมือนฤดูกาลที่แล้ว ทั้งที่ออกสตาร์ท 7 เกมแรกด้วยการยิงไปถึง 6 ประตู เคยขึ้นไปทำดาวซัลโวเดี่ยว ๆ อยู่ช่วงหนึ่งด้วย แต่ช่วงหลัง ๆ มีปัญหาเรื่องการจบสกอร์และการตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย แต่นั่นแค่แง่เดียว เพราะในด้านอื่น ๆ เขาทำประโยชน์ให้ทีมได้มากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยง การทำเกม การลงมาช่วยเกมรับ การสลับไปเล่นด้านขวาบ้าง และการประสานงานกับ ซาลาห์กับฟีร์มิโน่ก็ยังถือว่าทำได้ดี แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบเหมือนปีที่แล้ว สถิติภาพรวม 17 เกมยิงไป 7 และจ่ายให้เพื่อนยิง 1

ตัวสำรอง

ไคลน์, มาติป, ลัลลานา, โอริกี, 6.5

ผมจัดจักเตะเหล่านี้ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพราะถือว่าเป็นกำลังสำรองท้าย ๆ ของทีม และมีโอกาสได้ลงเล่นน้อย แต่ถึงแม้จะได้เล่นน้อยแต่นักเตะเหล่านี้มีอย่างหนึ่งเหมือนกันคือ ความทุ่มเท และเต็มที่ยามได้โอกาส เราจะยังจำภาพหัวแตกของลัลลานาได้ และการลงมาเล่นเป็นกองหลังช่วงหนึ่งที่โกเมสเจ็บไปของมาติปได้ หรือประตูชัยต่อเอฟเวอร์ตันของโอริกีก็มีส่วนสำคัญมาก ๆ ในการพาทีมให้มาถึงจุดนี้ได้

เกอิตา 7

เป็นตัวหลักของทีมในช่วง 6 เกมแรกในลีก และทำผลงานได้ดีมาก ก่อนจะถูกอาการบาดเจ็บพรากตัว พรากฟอร์มไปนานหลายเกม และเพิ่งจะกลับมาลงสนามได้ในช่วง 5-6 เกมหลังสุดนี้เท่านั้น แต่ก็มาถูกอาการบาดเจ็บพรากไปอีก ยังดีที่ไม่ใช่อาการร้ายแรง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงปัญหาของเขา

ถือว่าก่อนมาแฟนบอลคาดหวังจากเขามาก กับผลงานที่เขาทำไว้กับไลฟ์ซิก แต่จนถึงตอนนี้เขาลงเล่นในลีกไป 14 เกม ยังยิงไม่ได้สักลูก ยังจ่ายให้เพื่อนทำประตูไม่ได้สักลูกเช่นกัน แต่ผลงานช่วงต้นฤดูกาลก็ยังทำให้เราคาดหวังได้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะโชว์ฟอร์มออกมา

ฟาบิญโญ่ 8

ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะได้รับโอกาสให้ลงสนาม และเมื่อลงแล้วยังทำผลงานได้ไม่ดี ก็ถูกเก็บไปปรับตัวอีกอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ก็พิสูจน์ตัวเองได้ในท้ายที่สุด และกลายมาเป็นกองกลางคนสำคัญของทีมแล้วในตอนนี้

ในลีกแม้จะลงไปเพียง 10 เกม แต่ก็ยิงได้ 1 และแอสซิสต์อีก 2 เป็นรองแค่มิลเนอร์คนเดียวเท่านั้น จัดเด่นของเขาที่แตกต่างไปจากกองกลางคนอื่นคือ วิสัยทัศน์การจ่ายบอลของเขา แต่ละลูกที่จ่ายทำให้ทีมได้เปรียบ เกมรับในแดนกลางของเขาที่โดดเด่นมาก แท๊กเกิลไป 19 ครั้ง ชนะดวลอากาศถึง 15 ครั้ง เคลียร์บอลได้ถึง 10 ครั้ง ซึ่งถือว่าดีกว่านักเตะคนอื่นในแดนกลางเมื่อเทียบกันนาทีต่อนาทีที่ลงในสนาม

สเตอร์ริจด์ 7.5

1 จากสองประตูที่เขาทำได้ ช่วยให้หงส์แดงยังเป็นทีมไร้พ่ายอยู่ในขณะนี้ ในเกมที่เสมอเชลซี 1-1 และสองประตูที่ทำได้ก็มาจากโอกาสยิงตรงกรอบแค่ 5 ครั้งเท่านั้น

เคยเกือบจะถูกขายแล้ว แต่ทำผลงานได้ดีในช่วงปรีซีซั่น จนตัดสินใจขอต่อสู้อีกครั้ง พร้อมกับยมอปรับการเล่นของตัวเองให้ลงมามีส่วนร่วมกับเกมรับมากขึ้น ซึ่งถือว่าเขาทำได้ดีมาก แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยได้ลง หรือลงเป็นตัวสำรอง แต่การลงไปในสนามของเขาก็ยังถือว่าทำผลงานได้ในระดับที่น่าพอใจ

ชากิรี่ 9

นักเตะที่ถูกซื้อมาด้วยราคาแสนถูก 13 ล้านปอนด์ แต่ตอนนี้เขายิงไปแล้ว 6 ประตู แอสซิสต์อีก 2 ลูก ถือว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์แล้ว

เริ่มแรกเดิมทีคาดการณ์ว่าเขาจะมาเป็นแบ๊กอัพของซาลาห์ แต่ทำไปทำมาไม่ใช่แบบนั้นเสียแล้ว การกลับมาใช้แผน 4-2-3-1 ที่เคยสร้างชื่อให้กับคล๊อปป์สมัยคุมดอร์ทมุนด์ ทำให้ชากิรี่มีที่ยืนในทีมของคล๊อปป์อย่างน่าภาคภูมิ เพราะเขาสัมปทานตัวจริงในแผนนี้แน่นอน

และทุกครั้งที่เขาลงมา เขาคือนักเตะที่สามารถลงมาเปลี่ยนเกมได้ ที่หลายคนจดจำได้ก็คือการลงมายิง 2 ประตูให้หงส์แดงเอาชนะแมนยูไป 3-1

คล๊อปป์ 10

นี่คือคนสำคัญที่ทำให้ทีมของเราบินมาสูงขนาดนี้ ในปีนี้คล๊อปป์เปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกี่ยวกับทีมตั้งแต่เรื่องหลังบ้านอย่างอาหารการกินของนักเตะ ทีมงานระดับคุณภาพที่ทยอยเชิญมาทำงานด้วยกัน

การกล้าลงทุนในตลาดนักเตะด้วยเงินมหาศาลกว่า 200 ล้านปอนด์ และการวางแผนการเล่นในแต่ละนัดของเขาก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม เหมือนจะหยิบจับอะไรก็ง่ายไปหมด

อย่างหนึ่งที่น่าชื่นชมก็คือเขาเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาเกมรับของหงส์แดง และการปรับสไตล์การเล่นให้โตขึ้น ไม่จำเป็นต้องเพรสซิ่งตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องชนะคู่แข่งถล่มทลาย แต่ขอแค่เก็บสามแต้มให้ได้ในทุก ๆ นัดก็พอ

การโรเตชั่นนักเตะที่มีมากขึ้นก็ทำได้ดี การให้สัมภาษณ์กับสื่อในแต่ละครั้งก็รัดกุม การคุมบรรยากาศของนักเตะให้โฟกัสกับเกมการแข่งขันในช่วงวิกฤติที่ตามอยู่ 2 แต้มหรือช่วงที่ขึ้นนำ 1 แต้มล้วนทำได้ดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *